Latest Entries »

การดำรงชีวิตอย่างมีความสุข   คลิกที่นี่ เพื่อโหลดเรื่องนี้

การดำรงชีวิตอย่างมีความสุข

            คนที่มีความสุข  คือคนที่มีความสมหวัง  เป็นคนที่สามารถประกอบกิจการงานประสบความสำเร็จตามความปรารถนา  มีร่างกายแข็งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ  ไม่มีอารมณ์ขุ่นมัวหรือวิตกกังวล  มีอารมณ์มั่นคง  มีความอดทนและมีความสามารถต่อสู้อุปสรรคต่าง ๆ  ได้  เป็นคนที่ยอมรับความจริงในชีวิต  ทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคม

            กล่าวโดยสรุป  คนที่มีความสุขก็คือ  คนที่มีสุขภาพดีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ  เป็นคนที่สามารถปรับตัวได้อย่างดีในการดำรงชีวิตประจำวัน

            ความสุขเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ  เป็นการมองชีวิต  มองตัวเอง  และมองผู้อื่น  ดังนั้นความสุขจึงเกิดขึ้นได้กับคนทุกชั้นไม่ว่า  ผู้ดี  มั่งมี  หรือยากจน  แนวความคิดทางด้านจิตวิทยาเกี่ยวกับการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข  อาจกล่าวสรุปได้เป็นข้อ ๆ  ดังนี้  คือ

            1. พยายามรักษาสุขภาพทางกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ

                เป็นที่ทราบกันแล้วว่า  สุขภาพทางกายและสุขภาพทางจิตมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างใกล้ชิด  คนที่มีร่างกายแข็งแรง  สุขภาพดี  ย่อมมีจิตใจร่าเริง  สนุกสนาน  ตรงกันข้ามกับคนที่ไม่แข็งแรง  ย่อมเจ็บป่วยเสมอ  ทำให้มีอารมณ์หงุดหงิด  รำคาญใจ  ดังนั้นเราจึงควรรักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอโดยการรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์  มีการพักผ่อนเพียงพอ  รักษาความสะอาดของร่างกายและเครื่องใช้  ตลอดจนหมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอ

            2. รู้จักตนเองอย่างแท้จริง

                 ควรสำรวจตัวเองว่า  เป็นคนอย่างไร  มีความสามารถทางใด  แค่ไหน  มีความสนใจและต้องการสิ่งใด   มีอะไรเป็นข้อดีและข้อเสีย  พยายามทางแก้ไขข้อบกพร้องและส่งเสริมส่วนที่ดี  จะทำให้เราตั้งเป้าหมายของชีวิตได้เหมาะสมกับความเป็นจริง   ตลอดจนมีโอกาสพบกับความสำเร็จและความสมหวังได้มาก

            3. จงเป็นผู้มีความหวัง

               เราควรตั้งความหวังไว้เสมอ  แม้เวลาที่ตกต่ำก็อย่าทอดอาลัย  จงคิดหวังเสมอว่าเราจะไม่อยู่ในสภาพเช่นนี้ตลอดไป  สักวันหนึ่งเราอาจจะดีขึ้นได้

            4. ต้องกล้าเผชิญกับความกลัวและความกังวลใจต่าง  ๆ 

                ในชีวิตของเรานี้มีสิ่งต่าง ๆ มากมาย  ที่ทำให้กลัวเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก  ดังนั้น เมื่อรู้สึกกลัวอะไรต้องพยายามค้นหาความจริงว่าสิ่งนั้นคืออะไร  อย่าปล่อยจิตใจให้หวาดกลัวโดยไม่มีเหตุผล

            5. ไม่ควรเก็บกดอารมณ์ที่ตึงเครียด

                 ควรหาทางระบายอารมณ์ที่ขุ่นมัวหรือไม่สบายใจ  โดยหาทางออกในสิ่งที่สังคมยอมรับและเป็นไปในทางที่พึงปรารถนา

            6. จงเป็นผู้มีอารมณ์ขัน

                การมีอารมณ์ขันช่วยให้มีอารมณ์ผ่อนคลาย  ไม่ควรมองการไกลในแง่เอาเป็นเอาตายมากเกินไป

            7. การยอมรับข้อบกพร่องและข้อผิดพลาดของตนเอง

                การรู้จักตนเองและเข้าใจผู้อื่นอย่างแท้จริง  จะช่วยให้เรายอมรับข้อบกพร่อง  หรือความผิดพลาดของตนเอง  และให้อภัยในความผิดพลาดของผู้อื่นได้

            8. ต้องรู้จักพอใจในสิ่งที่ตนทำอยู่

                การรู้จักพอใจในงานหรือสิ่งที่ตนทำอยู่  จะทำให้บุคคลนั้นเกิดอารมณ์สนุก  ไม่รู้สึกเบื่อหน่าย ทำให้ชีวิตน่าสนใจ  มีความกระตือรือร้นในการทำงาน  มีกำลังใจเข้มแข็งในการต่อสู้อุปสรรคต่าง ๆ  มีอารมณ์ร่าเริงแจ่มใส  ทำให้ชีวิตมีความสุขและสดชื่นอยู่เสมอ

            9. มีความต้องการพอเหมาะพอควรและมีความยืดหยุ่นได้

                ต้องมีเหตุผล  รู้จักความพอดีเกี่ยวกับความต้องการ  ความปรารถนา  ความทะเยอทะยาน  ควรมีความคิดใฝ่ฝันที่ใกล้เคียงกับความสามารถและความเป็นจริง  จะช่วยให้เราวางแผนต่าง ๆ  ไว้เป็นระยะ ๆ  เพื่อประสบความสำเร็จตามเป้าหมายได้

            10. อย่าพะวงเกี่ยวกับตนเองมากเกินไปหรืออย่าคิดถึงแต่ตัวเองตลอดเวลา

                 เช่น  คิดว่าตัวเองจะต้องเด่น  ต้องดี  ต้องสำคัญกว่าผู้อื่น  การคิดแต่เรื่องของตัวเองจะทำให้เราไม่มีความสุขเลย  เพราะไม่ว่าเราจะคิดอะไร  ทำอะไรหรือไปที่ไหน  จะต้องตกอยู่ในภาวะของการแข่งขันตลอดเวลา

            11. การยอมรับสภาพของตัวเองโดยไม่เปรียบเทียบกับคนอื่น

                 เพราะการเปรียบเทียบจะทำให้เราเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจว่า ทำไมเราจึงไม่โชคดีอย่างคนอื่น  แต่เราอาจไม่ทราบว่า  คนอื่นเขาก็มีความทุกข์เหมือนกัน

           12. การยึดคติว่า  จะเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ

                 การทำสิ่งใดให้ใครโดยหวังผลตอบแทน  ย่อมจะทำให้ผิดหวังได้มากเพราะมัวแต่กังวลอยู่ว่าเราจะได้รับอะไรเป็นการตอบแทนหรือไม่  มากน้อยเพียงใด  เมื่อไม่ได้รับตามที่ตนคาดหวังก็จะผิดหวังทำให้ไม่มีความสุข  คิดว่าตนได้รับความ ไม่ยุติธรรมอยู่เสมอ

            13. การหาเพื่อนสนิทสักคนหนึ่ง  หรือใครก็ได้ที่สามารถระบายความทุกข์และปรึกษาหารือได้   

                     เพราะการมีเพื่อนจะทำให้เรารู้สึกว่าไม่ได้ถูกทอดทิ้งให้อยู่คนเดียวในโลก

            14. จงปล่อยให้เหตุการณ์บางอย่างผ่านไปตามแนวทางของมัน

                  อย่าไปฝืนหรือเอาจริงเอาจังเกินไป  เมื่อทำอะไรไม่สำเร็จก็เกิดอารมณ์ตึงเครียด  จงหยุดพักเสียระยะหนึ่ง  แล้วค่อยหันกลับมาทำใหม่  หรือเปลี่ยนแนวทางการกระทำเสียใหม่

            15. จงตระหนักว่า   เวลาเป็นยารักษาความเจ็บปวด  เมื่อพลาดหวังหรือผิดหวัง

                   จงอดทนและมีความหวังต่อไป  ไม่ควรใช้วิธีถอยหนีหรือหลีกเลี่ยงปัญหาโดยการทำลายตัวเองต้องนึกไว้เสมอว่า  ถ้าเราปล่อยให้เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ตาม   ความเจ็บปวดต่าง ๆ  จะค่อย ๆ  ลดน้อยลงและหายไปในที่สุด

            16. อย่าปล่อยให้เวลาว่างไปวันหนึ่ง ๆ  โดยไม่ทำอะไร

                  การปล่อยให้เวลาว่าง  จะทำให้คิดฟุ้งซ่าน  ต้องพยายามหางานอดิเรกที่ตนสนใจทำ  เช่น  ปลูกต้นไม้   เล่นกีฬา  อ่านหนังสือ  ฯลฯ  โดยเฉพาะงานอดิเรกที่เกี่ยวพันกับธรรมชาติ  จะช่วยบำรุงจิตใจให้ชีวิตมีความสุขสดชื่น  และมีความสงบ

                 ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเพียงข้อเสนอแนะ  หรือแนวทางในการปฏิบัติตนอย่างกว้าง  ๆ  การที่จะดำรงชีวิตอยู่ให้มีความสุขเพียงใดขึ้นอยู่กับบุคคลว่า  จะนำหลักการหรือแนวทางไปดัดแปลง    ปรับปรุงให้เหมาะสมกับตนแค่ไหน  เพียงใด  และจริงจังหรือไม่เป็นสิ่งสำคัญ

Advertisements

ประโยคเงื่อนไข   คลิกที่นี่ เพื่อโหลดเรื่องนี้

ประโยคเงื่อนไข (Conditional Sentences)

คือประโยคที่ผู้พูดสมมติหรือคาดคะเนว่า ถ้ามีเหตุการณ์อย่างหนึ่งเกิดขึ้นก็จะมีเหตุการณ์อีกอย่างหนึ่งตามมา เช่น ถ้าน้ำเดือดมันจะกลายเป็นไอ การกลายเป็นไอ อยู่ภายใต้เงื่อนไขว่า “ถ้าน้ำเดือด” กล่าวคือ ถ้าน้ำเดือด มันจะกลายเป็นไอ ถ้าน้ำไม่เดือดมันก็จะไม่เป็นไอ ประโยคเงื่อนไข จะประกอบด้วย 2 ส่วน คือ
1. ส่วนที่เป็นเหตุหรือเงื่อนไข (If – clause)
2. ส่วนที่เป็นผล (Main clause)
เช่น
If it is fine, we will play basketball.
(ถ้าอากาศดีพวกเราจะเล่นบาสเก็ตบอล)
ส่วนที่เป็นเหตุหรือเงื่อนไข (If – clause) คือ If it is fine
ส่วนที่เป็นผล (Main clause) คือ we will play basketballข้อควรจำ จะเอา If – clause หรือ Main clause ขึ้นต้นก่อนก็ได้ แต่
(1) ถ้าเอา If – clause ขึ้นต้น จะต้องใส่เครื่องหมาย Comma (,) หลัง If – clause เช่น If it is fine, we will play basketball.
(2) ถ้าเอา Main clause ขึ้นต้น ไม่ต้องใส่เครื่องหมาย Comma (,) หลัง Main clause เช่น We will play basketball if it is fine.

ประโยคเงื่อนไข (Conditional Sentences) มี 3 แบบ คือ
1. ประโยคเงื่อนไขแบบที่ 1  เป็นประโยคเงื่อนไขที่ใช้แสดงเหตุการณ์ที่เป็นจริงเสมอหรือคาดว่าจะเป็นจริงอย่างไม่ต้องสงสัย จะมีลักษณะประโยคดังนี้
1.1 ส่วนที่เป็นเหตุหรือเงื่อนไข (If – clause) คำกริยาจะเป็น คำกริยาช่อง 1
1.2 ส่วนที่เป็นผล (Main clause) คำกริยาจะเป็น will + คำกริยารูปเดิม
เช่น If he works hard, he will pass the exam.
หรือ He will pass the exam if he works hard.
(ถ้าเขาทำงานหนักเขาจะสอบผ่าน) (= ตอนนี้ยังไม่ได้สอบแต่คาดว่าเขาจะต้องสอบผ่าน)

นอกจากนี้แล้ว ประโยคเงื่อนไขแบบที่ 1 อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงของคำกริยาใน Main clause ใน 4 กรณีต่อไปนี้คือ
1. เงื่อนไขที่แสดงความอาจจะเป็นไปได้ จะใช้โครงสร้างดังนี้
1.1 ส่วนที่เป็นเหตุหรือเงื่อนไข (If – clause) คำกริยาจะเป็น คำกริยาช่อง 1
1.2 ส่วนที่เป็นผล (Main clause) คำกริยาจะเป็น may/might + คำกริยารูปเดิม
เช่น If we are free, we may (หรือ might) go to the movie tonight.
(ถ้าพวกเราว่างพวกเราอาจจะไปดูหนัง)
2. เงื่อนไขที่แสดงความสามารถจะใช้โครงสร้างดังนี้
2.1 ส่วนที่เป็นเหตุหรือเงื่อนไข (If – clause) คำกริยาจะเป็น คำกริยาช่อง 1
2.2 ส่วนที่เป็นผล (Main clause) คำกริยาจะเป็น can + คำกริยารูปเดิม
เช่น If the rain stops, they can go out.
(ถ้าฝนหยุดตกพวกเขาสามารถออกไปข้างนอกได้)
3. เงื่อนไขที่แสดงการขอร้องหรือคำสั่งจะใช้โครงสร้างดังนี้
3.1 ส่วนที่เป็นเหตุหรือเงื่อนไข (If – clause) คำกริยาจะเป็น คำกริยาช่อง 1
3.2 ส่วนที่เป็นผล (Main clause) คำกริยาจะเป็น must/should + คำกริยารูปเดิม
เช่น If you want to be fat, you must (should) eat more.
(ถ้าคุณต้องการอ้วนคุณต้อง / ควรทานให้มากขึ้นกว่านี้)
4. เงื่อนไขที่แสดงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เป็นนิสัยหรือข้อเท็จจริง จะใช้โครงสร้างดังนี้
4.1 ส่วนที่เป็นเหตุหรือเงื่อนไข (If – clause) คำกริยาจะเป็น คำกริยาช่อง 1
4.2 ส่วนที่เป็นผล (Main clause) คำกริยาจะเป็น คำกริยาช่อง 1
เช่น If you throw stone into the water, it sinks.
(ถ้าคุณโยนก้อนหินลงไปในน้ำ มันจะจม)
2. ประโยคเงื่อนไขแบบที่ 2 เป็นประโยคเงื่อนไขที่ใช้แสดงเหตุการณ์ที่อาจเป็นจริงหรือไม่จริงก็ได้ หรือไม่อาจเป็นจริงได้เลย ใช้กับเหตุการณ์ในปัจจุบันหรืออนาคต จะมีลักษณะประโยคดังนี้
2.1 ส่วนที่เป็นเหตุหรือเงื่อนไข (If – clause) คำกริยาจะเป็น คำกริยาช่อง 2
2.2 ส่วนที่เป็นผล (Main clause) คำกริยาจะเป็น would + คำกริยารูปเดิม
เช่น If he worked harder, he would pass the exam.
หรือ He would pass the exam if he worked harder.
(ถ้าเขาทำงานหนักมากขึ้นเขาจะสอบผ่านซึ่งที่จริงแล้วเขาอาจจะสอบไม่ผ่านก็ได้)

นอกจากนี้แล้ว ประโยคเงื่อนไขแบบที่ 2 อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงของคำกริยาใน Main clause ใน 2 กรณีต่อไปนี้ คือ
1. ใช้ might แทน would เพื่อแสดงผลลัพธ์ที่อาจเป็นไปได้ และใช้ could แทน would เพื่อแสดงความสามารถ โดยใช้โครงสร้างดังนี้
1.1 ส่วนที่เป็นเหตุหรือเงื่อนไข (If – clause) คำกริยาจะเป็น คำกริยาช่อง 2
1.2 ส่วนที่เป็นผล (Main clause) คำกริยาจะเป็น might/could + คำกริยารูปเดิม
เช่น If he tried again, he might get the answer.
(ถ้าเขาพยายามอีกครั้งเขาอาจจะได้คำตอบ = อาจจะได้คำตอบหรือไม่ได้ก็ได้)
2. ถ้าคำกริยาใน Main clause เป็น Verb to be จะต้องใช้ were เพียงตัวเดียว    ไม่ว่าประธานจะเป็นอะไรก็ตาม โดยใช้โครงสร้างดังนี้
2.1 ส่วนที่เป็นเหตุหรือเงื่อนไข (If – clause) คำกริยาจะเป็น were
2.2 ส่วนที่เป็นผล (Main clause) คำกริยาจะเป็น would + คำกริยารูปเดิม
เช่น If I were you, I would play with Sak.
(ถ้าผมเป็นคุณผมจะเล่นกับศักดิ์=ไม่อาจเป็นไปได้เพราะผมไม่สามารถเป็นคุณได้)
3. ประโยคเงื่อนไขแบบที่ 3 เป็นประโยคเงื่อนไขที่ใช้แสดงเหตุการณ์ที่ตรงข้ามกับความจริง เพราะเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นแล้ว จะมีลักษณะประโยคดังนี้
3.1 ส่วนที่เป็นเหตุหรือเงื่อนไข (If – clause) คำกริยาจะเป็น had + คำกริยาช่อง 3
3.2 ส่วนที่เป็นผล (Main clause) คำกริยาจะเป็น would have + คำกริยาช่อง 3
เช่น If he had worked hard, he would have passed the exam.
หรือ He would have passed the exam if he had worked hard.
(ถ้าเขาทำงานหนักเขาก็จะสอบผ่านแต่ความเป็นจริงเขาสอบแล้วแต่สอบไม่ผ่าน)

นอกจากนี้แล้ว ประโยคเงื่อนไขแบบที่ 3 อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงของคำกริยาใน Main clause ใน 2 กรณีต่อไปนี้ คือ
1. ใช้ could have แทน would have เพื่อแสดงความสามารถ โดยใช้โครงสร้างดังนี้
1.1 ส่วนที่เป็นเหตุหรือเงื่อนไข (If – clause) คำกริยาจะเป็น had + คำกริยาช่อง 3
1.2 ส่วนที่เป็นผล (Main clause) คำกริยาจะเป็น could have + คำกริยาช่อง 3
เช่น If he had met her, he could have helped her.
(ถ้าเขาพบเธอเขาสามารถที่จะช่วยเธอได้ = ความจริงเขาไม่ได้พบเธอ)
2. ใช้ might have แทน would have เพื่อแสดงความเป็นไปได้ โดยใช้โครงสร้างดังนี้
2.1 ส่วนที่เป็นเหตุหรือเงื่อนไข (If – clause) คำกริยาจะเป็น had + คำกริยาช่อง 3
2.2 ส่วนที่เป็นผล (Main clause) คำกริยาจะเป็น might have + คำกริยาช่อง 3
เช่น If we had finished our homework, we might have gone to the movie.
(ถ้าพวกเราทำการบ้านเสร็จพวกเราอาจจะไปดูหนัง = ความจริงพวกเราไม่ได้ไป)

Personal  Information

Name  :  Nathapong        Last-name :  Unchai

Nickname  :   Daffy         Birthday  :  22 september 1991

Address  :  197 M. 6 Yangkum village Ummao subdistrict                         Thatphanom district  Nakonphanom  province

I’m 19 years-old

I  was  gratuaded  from  Ummao Prachasan school.   GPA. 3.11

I’m studying  at  Nakhonpanom university ,  Be.d  English major.

My favorite subject :  English          My favorite color:  Violet

Buddy : Jang , May,  Pear , Mint

Tel: 088-3084879 facebook,hi5,e-mail: das-english@hotmail.com

 I would like to be a teacher.

ประวัติส่วนตัว

ชื่อ นาย ณัฐพงษ์   อุ่นชัย                           ID 533011211018          

ชื่อเล่น ด๊าส                                           

ศึกษาที่คณะ ศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม

สาขา .บ.ภาษาอังกฤษ    กลุ่ม 2 เลขที่ 25

โทรศัพท์ 0883084879

facebook,Hi5,e-mail: das-english@hotmail.com

ที่อยู่ 197 หมู่6 บ้าน ยางคำ ตำบล อุ่มเหม้า อำเภอ ธาตุพนม จังหวัด นครพนม 48110

น้ำหนัก 76 กิโลกรัม

ส่วนสูง 170 เซนติเมตร

อายุ 19 ปี

              เนื่องจากว่าเจ้าของเว็บไซดืต้องการที่จะเก็บข้อมูลที่ตนเองมีเก็บไว้เผื่อวันหนึ่งอาจจะอยากใช้ข้อมูลขึ้นมา แต่ถะว่าเก็บข้อมูลไว้ในไดร์ของคอมพิวเตอร์มันก็ไม่สามรถเผยแพร่ให้คนอื่นรู้ได้ ผมจึงจัดทำเว็บไซด์ขึ้นมา จุดประสงคืก็ต้องการเก็บข้อมูลขอลตนเองและต้องการเผยแพร่ข้อมูลที่มีให้กับคนอื่นด้วย

ที่มาของชื่อเว็บไซด์

d มาจากคำว่า das เป็นชื่อของผมเอง

e มาจากคำว่า english education เป็นชื่อสาขาที่ผมเรียนอยู่

a มาจากคำว่า art & science เป็นชื่อคณะที่ผมเรียนอยู่

n มาจากคำว่า npu เป็นอักษรย่อของมหาวิทยาลัยนครพนมที่ผมเรียนอยู่

2 มาจากคำว่า group 2 เป็นกลุ่มที่ผมเรียนอยู่

t มาจากคำว่า teacher คือผมเรียนครู5ปี

f มาจากคำว่า future คือ อนาคตของผม

รวมแล้วก็จะได้ว่า www.dean2tf.wordpress.com

Songkran Festival   คลิกที่นี่ เพื่อโหลดบทความ

Song ran Festival

              We have long holidays since 13th to 15th April for “Songran Festival” or know as Thai New Year. The companies are closed and let their staff going back to home town for visiting their parents. (14th April is Family Day)

 What is Songran?

              Song ran is the traditional Thai New Year festival since the former time. It is a celebration that embraces goodwill, love, compassion, and thankfulness, using water as the means of expression. The word Songran derives from Sanskrit meaning to move or step forward. The first day of Song ran takes place when the sun moves from Pisces into Aries, which marks the New Year’s Day according to the Brahmin solar system.

 Songran Festival

              The festival of Songran falls on the 13th, 14th, and 15th of April every year. The first day is known as Mahan Songran or the grand Songran. The Thai government has declared Songran festival as extended public holidays to enable the people to return to their hometown for family reunions, merit-making and reuniting with others in their community.

              April 13th is also declared the Day of the Senior or Elderly by the government. The occasion marks the appreciation for the senior population for their years of contribution to the family and country.

              The 14th of April is designated as Family Day to celebrate family love and togetherness. The importance of Songran Festival.

              Songran is regarded as one of the most important traditions in Thailand because it encompasses the three major values in the Thai way of life which are:

              Value of family: Songran is the time when family members come together to show appreciation, love and respect as well as making merit and paying homage to their ancestors.

              Value of society: Through active participation and interaction with each other, Songran brings the people in the community together to enhance goodwill and unity in the society.

              Value of religion: Making merit by offering food to monks, going to the temples and attending Buddhist sermons are auspicious activities done during Songran.

เกม หมวดคำศัพท์   คลิกที่นี่ เพื่อโหลดเกมนี้

เกม สุภาษิตแสนหรรษา   คลิกที่นี่ เพื่อโหลดเกมนี้

เกม สุภาษิตคำพังเพยสำนวนไทยแสนกล   คลิกที่นี่ เพื่อโหลดเกมนี้

เกม ปริศนาอักษรไขว้   คลิกที่นี่ เพื่อโหลดเกมนี้